ร่วมอนุรักษ์ป่าโกงกาง
  ป่าโกงกางริมชายฝั่งทะเลที่ช่วยป้องกันน้ำทะเลและยังเป็นที่อยู่อาศัยสัตว์นาๆขนิด
 http://www.siamtree.co.cc 

ป่าชายเลน mangrove Forest
 


ป่าชายเลนหรือในภาษาอังกฤษจะเรียกว่า Mangrove Forest หรือ Tide Forest ซึ่งความหมายคือป่าที่อยู่ในแนวเขตน้ำขึ้นน้ำลง ในประเทศไทยเรียกว่า “ป่าชายเลน” ซึ่งคำว่า ”ป่า” ตามความหมายในเชิงนิเวศน์คือ พื้นที่ที่มีพืชพรรณขึ้นกระจายอยู่ ดังนั้นคำว่าป่าชายเลนจึงเป็นความหมายที่ชัดเจนหมายถึง พื้นที่ที่มีพืชพรรณขึ้นอยู่กระจายตามชายฝั่งทะเลที่เป็นพื้นดินเลน หรืออาจครั้งอาจเรียกว่า ”ป่าโกงกาง” ซึ่งหมายถึงพื้นที่ที่มีต้นโกงกางขึ้นอยู่เป็นจำนวนมากหรือเป็นไม้เด่นนั้นเอง แนวป่าโกงกางตลอดชายฝั่งของประเทศไทยนั้นนำประโยชน์มากมายหลายประการ นอกจากเป็นแหล่งต้านทานคลื่นลมทะเลแล้ว ยังเป็นแหล่งที่คอยกั้นตะกอนดินไว้ไม่ให้ไหลลงทะเลและค่อยๆพอกตัวกลายเป็นพื้นดินในอนาคตต่อไป 
เมื่อเราเดินเข้าไปในป่าชายเลน มักมีคำถามเกิดขึ้นเสมอว่า ดินเลน ดินตะกอน นั้นมาจากไหน ทำไมจึงมากองรวมอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ แน่นอน การเกิดขึ้นของดินตะกอนดังกล่าว มาจากการพัดพา ของ กระแสน้ำจืด ที่ไหลมาจากต้นน้ำตามสันเขา ผ่านลำห้วยลำธารไหลลงสู่แม่น้ำ และ นำพา ตะกอนต่างๆ มาทับถมกันจนเกิดเป็นหาดดินเลนแผ่กว้าง ดินเลน และ ตะกอน ที่ถูกพัดพามา มักพบเกิดขึ้นในบริเวณ ชายทะเล ที่อยู่ในพื้นที่ อับลม การสะสมของดินเลนในลักษณะนี้ เกิดขึ้นกับป่าชายเลนปากแม่น้ำ หรือ ป่าชายเลนสองฝั่งแม่น้ำ 
ถ้าหากเป็นป่าชายเลน ที่เป็นหาดลาดเทลงไป ตามไหล่ทวีป ดินเลนที่เกิดขึ้นจะเกิดอย่างไร เมื่อเจอกับคำถามเช่นนี้ เราก็ต้องสังเกตดูแนว คลื่น ที่ซัดเข้าหาชายฝั่ง ในช่วงน้ำขึ้นน้ำลง ปรากฏ การณ์นี้ คงเป็นคำตอบที่จะนำมากล่าวถึง การเกิดสะสมดินเลนที่เกิดในป่าชายเลน ซึ่งมีสภาพ ภูมิประเทศเป็นชายหาดเลน ที่มาของคำตอบต่อคำถามนี้คือ คลื่น อันเป็นกระแสน้ำ ที่พัดตะกอนจากในทะเล ค่อยๆพัดมาทับถมเป็นหาดเลนในที่สุด 
ด้วยความสามารถของรากต้นไม้ ต่อการจับยึดหน้าดิน และปรับตัวให้ขึ้นอยู่ได้ ค่อยๆพัฒนาเป็นหาดเลนที่มีดินเลนอ่อน ที่ชั้นดิน เกิดจากการ ทับถมอย่างหลวมๆ จึงมีชั้นดินลึก หรือ ค่อนข้างลึก แต่ ความลึกของดินเลน เปลี่ยนแปลงไปตามความรุนแรง และ ทิศทางการไหลของกระแสน้ำ จนเกิดเป็นสันดอนดินที่ยังไม่คงตัว คลื่นของกระแสน้ำที่พัดพาไม่รุนแรง ทำให้มีการ ตกตะกอนมาก และ เมื่อชั้นดินตะกอนสะสมนานวันมากขึ้น ด้วยอนุภาคเม็ดดินที่ละเอียด ทับถมกันจนทำให้กลายเป็นบริเวณที่มีดินเลนแข็ง จากดินเลนแข็ง ค่อยๆพัฒนาอย่างต่อ เนื่อง จนทำให้ชั้นดิน อัดตัว แน่นมากขึ้น จนในที่สุด กลายเป็นพื้นดินเหมือนอยู่บนบก และ ได้ทดแทนก่อตัวเป็นสังคมป่าบกต่อไป 
ต้นไม้กับทะเล นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่มาจากประเทศที่ไม่มีพื้นที่ติดต่อกับทะเล และ ป่าชายเลน เมื่อได้เดินเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่ป่า ชายเลน หลายคนได้เห็นถึงความแปลกของ ต้นไม้ ว่า ทำไมจึงสามารถเจริญเติบโตขึ้นอยู่ได้ในน้ำทะเล ที่มีความเค็มสูง ลมพัดแรง และ มีไอเกลือจาก น้ำทะเล ทั้งหมดล้วนเป็นสาเหตุที่ค่อนข้างวิกฤตที่เกิดขึ้น ปกติแล้ว ในสภาวะที่วิกฤต เช่นนี้ พืชทั่วๆไปที่ไม่ใช่พืชทนเค็ม จะไม่สามารถเจริญ เติบโตอยู่ได้ 
ตามปกติ ป่าชายเลน เป็นป่าที่เกิดขึ้นเฉพาะในเขตร้อนชื้น หาพบได้ยากในเขตกึ่งร้อนชื้น ป่าชายเลนที่พบในเขตกึ่งร้อนชื้น มักมีลักษณะ เตี้ยแคระ อาจจะเรียกว่า " ป่าชายเลนแคระ " ก็ได้ พรรณพืชมีการปรับตัวเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวทางด้านสรีระวิทยาของพืชเอง ซึ่งมีอยู่ หลายรูปแบบ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ระบบราก ขึ้นไปจนถึง ใบ ดอก และ ผล และ การโปรยของ เมล็ดด้วย เช่น 
การสร้างรากพิเศษ เพื่อยึดตรึงลำต้นให้ตั้งอยู่ได้ ในสภาวะที่เป็นดินเลน หรือ รากที่แช่น้ำจนไม่สามารถหายใจได้ ( มีปริมาณก๊าซออกซิเจนน้อย ) หรือ การป้องกันกระแสน้ำกัดเซาะ โคนต้น ด้วยเหตุดังกล่าว ทำให้รากของต้นไม้ในป่าชายเลนมีอยู่หลายลักษณะ ปรับตัวแตกต่างกันไป ตามชนิดของ พืช เช่น 
รากค้ำยัน ส่วนใหญ่ เป็นรากที่แตกออกมาจากส่วนลำต้น มีลักษณะคล้ายสุ่ม ตัวอย่างพันธุ์ไม้ที่มีรากแบบนี้ เช่น โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ ถั่วขาว ถั่วดำ ประสักขาว และ ประสักแดง ฯลฯ 
รากหายใจ เป็นรากขนาดเล็ก ที่แตกออกมาจากระบบรากหลัก อีกทอดหนึ่ง ปลายรากแทงจากพื้นดินสู่อากาศ เพื่อใช้แลกเปลี่ยนก๊าซ ชนิดของพืชที่มีรากแบบนี้ เช่น แสมขาว แสมดำ และ ลำพู ฯลฯ 
รากแผ่น เป็นรากที่แผ่ตัวจนทำให้เกิดเป็นแผ่นกว้าง ปรับตัวเพื่อลดแรงปะทะของคลื่น ที่ซัดเข้ามาบริเวณโคนต้น พันธุ์ไม้ในป่าชายเลน ที่มีรากแบบนี้ ได้แก่ ตะบูนขาว ตะบูนดำ 
รากแบบหัวเข่า เป็นรากที่มีลักษณะโค้งงอ คล้ายการงอของข้อศอก เป็นการปรับตัว เพื่อลดแรงปะทะของกระแสน้ำทะเล ที่ซัดเข้ามาบริเวณ โคนต้น ชนิดพันธุ์ไม้ ที่มีรากแบบนี้ได้แก่ ประสักแดง และ ประสักขาว พูพอน เป็นการปรับตัว ของโคนต้นไม้ ที่มีลักษณะเป็นแผ่นกว้างโดยรอบโคนต้น ทั้งนี้ เพื่อลดแรงปะทะของคลื่น ที่ซัดเข้ามาบริเวณ โคนต้น พืชที่มีรากแบบนี้ คือ หงอนไก่ทะเล 
นอกจากนี้ พืชในป่าชายเลน ยังมีการปรับตัวในส่วนต่างๆ แทบทุกส่วน ไม่ว่าการสร้างสารไขมันเคลือบแผ่นใบหนา และ มีปากใบ จมฝังลึก ลงไปในเนื้อใบ เพื่อป้องกันการคาย และ ระเหยของน้ำ , การโปรยเมล็ด ของไม้ต้น ในป่าโกงกาง ส่วนใหญ่จะมีการแตกรากตั้งแต่อยู่บนต้น จนถือกันว่า เป็นพืชที่มีผลแบบ ทวิชาติ ( แตกรากสองครั้งก่อนโตเป็นต้น ) เมื่อหล่นลงมา จาก เรือนยอด สามารถปักลงไปในดิน และ งอกเป็นต้น ทันที เพราะถ้าฝักที่ร่วงมาแล้วไม่ปักลงในดินเลน จะถูกกระแสน้ำพัดพาไปที่อื่น และ ไม่สามารถงอกได้ เนื่องจากไปตกอยู่ใน สภาพแวดล้อม ที่ไม่เหมาะสม 
ต้นไม้กับดินเลน การ กระจาย ของพรรณไม้ในป่าชายเลน พบว่ามีความสัมพันธ์ไปกับความตื้นลึก ของ ชั้นดินเลน ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า บริเวณหาดดินเลนอ่อน ที่อยู่ด้านนอกสุดของ ชายหาด ที่เป็นบริเวณเริ่มก่อตัวเป็นแนวดินเลนลึก ( ลึกมากกว่า 50 ซม. ไปจนถึง 1.50 ม. โดยประมาณ ) บริเวณนี้เรียกว่า " ดินเลนอ่อน " หรืออาจเรียกได้อีกลักษณะหนึ่งว่าเป็นบริเวณ " เลนงอกใหม่ " การยึดครองของพรรณไม้ในบริเวณนี้ เกิดขึ้น ค่อนข้างยาก เนื่องจากชั้นดินเลนยังอ่อนตัวเกินไป และ ยังมีกระแสน้ำที่เข้ามากัดเซาะ ทำให้แนวสันของดินเลนบริเวณนี้ มีการเปลี่ยนแปลง ไปเรื่อยๆ ถัดเข้ามาเป็นบริเวณที่ชั้นดินมีการอัดตัวกันมากขึ้น ดินชั้นบนลึกประมาณ 30 - 50 ซม. บริเวณนี้เรียกว่า " ดินเลนแข็ง " 

หลักการในการจำแนกชนิดของป่าชายเลนในประเทศไทย ซึ่งใช้ลักษณะพื้นที่และการท่วมถึงของน้ำทะเลมี 4 ชนิด คือ
     1.Basin forest เป็นชนิดป่าชายเลนที่ขึ้นติดกับผืนแผ่นดินใหญ่ (main land) ตามลำแม่น้ำเล็กๆ จะได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลน้อยมาก กล่าวคือ น้ำทะเลจะท่วมถึงเฉพาะเวลาที่มีน้ำทะเลขึ้นสูงสุด (extreme high tide) เท่านั้น และมีอิทธิพลจากน้ำจืดมาก ลักษณะพันธุ์ไม้จะเป็นต้นเตี้ยและพวกเถาวัลย์
    2.Riverine forest เป็นชนิดป่าชายเลนที่ขึ้นอยู่บริเวณชายฝั่งแม่น้ำใหญ่ๆที่ติดต่อกับอ่าว ทะเล และทะเลสาบ ป่าประเภทนี้ได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลอยู่อย่างสม่ำเสมอ คือจะมีกระแสน้ำท่วมอยู่เป็นประจำวัน โดยพันธุ์ไม้จะเจริญเติบโตค่อนข้างสมบูรณ์ดี 
    3.Fringe forest เป็นชนิดป่าชายเลนที่ขึ้นตามชายฝั่งทะเลติดกับผืนแผ่นดินใหญ่ หรือบริเวณชายฝั่งที่เป็นเกาะใหญ่ๆ ได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลอยู่สม่ำเสมอ คือน้ำทะเลจะท่วมถึงอยู่เป็นประจำวัน พันธุ์ไม้ของป่าจะเจริญเติบโตได้ดี และเป็นป่าที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ 
    4.Overwash forest เป็นชนิดป่าชายเลนที่ขึ้นอยู่บนเกาะเล็กๆ จะถูกน้ำทะเลท่วมทั้งหมดเมื่อระดับน้ำทะเลขึ้นสูงสุด การเจริญเติบโตของป่าชนิดนี้ต่ำ เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากลมและน้ำทะเลมาก อีกประการหนึ่งคือ พวกปุ๋ยและธาตุอาหารในป่าชนิดนี้จะถูกชะไปโดยกระแสน้ำออกจากป่าเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้การเจริญเติบโตของป่าชนิดนี้ไม่ดีและป่าจะมีลักษณะเตี้ย
เอกลักษณ์ของป่าชายเลนที่ทำให้แตกต่างจากป่าบกอย่างชัดเจน คือ การแพร่กระจายของพืชพันธุ์ที่มีลักษณะแบ่งออกเป็นแนวเขต (zonation) โดยพันธุ์ไม้แต่ละชนิดจะขึ้นเป็นแนวเขตหรือเป็นโซน ค่อนข้างแน่นอน แต่การแบ่งเขตของพืชในพื้นที่แต่ละแห่งจะแตกต่างกันไป โดยขึ้นอยู่กับลักษณะทางกายภาพและเคมีภาพของดิน ความเค็มของน้ำ การท่วมถึงของน้ำทะเล กระแลน้ำ การระบายน้ำ และความเปียกชื้นของดิน

 


ป่าชายเลน ประกอบด้วยพืชพรรณและสัตว์นานาชนิด ดำรงชีวิตร่วมกันในสภาพแวดล้อมที่เป็นดินเลน น้ำกร่อย หรือมีน้ำทะเลท่วมถึงสม่ำเสมอ พบทั่วไปตามที่ราบปากแม่น้ำ ชายฝั่งทะเล ทะเลสาบ และบริเวณรอบเกาะแก่งต่างๆ

โดยทั่วไปของป่าชายเลนมีความแตกต่างออกไปอย่างมากจากป่าชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะดิน เนื่องจากมีสภาพเป็นดินเลนในที่ราบกว้างใหญ่ ดินเหล่านี้มีความอุดมสมบูรณ์สูงจากธาตุอาหารที่ไหลมาจากแหล่งต่างๆ

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.

Copyright © 2011 SiamTree.net All rights reserved. Design by SiamTransfer Netwrok